“รพ.ราชพิพัฒน์” เปิดบ้านต้อนรับ “PMAC 2026” ศึกษาดูงาน “ระบบดูแลสุขภาพคนเมือง ผู้สูงอายุครบวงจร”


“โรงพยาบาลราชพิพัฒน์” เปิดบ้านต้อนรับคณะ “PMAC 2026”  ศึกษาดูงาน “ระบบดูแลสุขภาพคนเมือง/ผู้สูงอายุครบวงจร” เชื่อมโยงบริการเครือข่ายพื้นที่  ทั้งโมเดล “โรงพยาบาลออนไลน์” ดูแลผู้สูงอายุ 24 ชม. “Motor-lance” รถมอเตอร์ไซค์ฉุกเฉิน และ “คลินิกสุขใจ สูงวัย ประคับประคอง 

 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา  นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569 (Prince Mahidol Award Conference: PMAC 2026) จากหลากหลายประเทศ พร้อมนำเยี่ยมชมการดำเนินงานด้าน “การปรับตัวเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง – บทเรียนจากราชพิพัฒน์โมเดล” ส่วนหนึ่งของนโยบาย “เมืองสุขภาพดีเพื่อทุกคน (Healthy City for All)” 

ณ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมศึกษาดูงาน Field Trip Site 1 ของการประชุม PMAC  2026 โดย นพ.วีระพันธ์ ลีธนะกุล รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการมูลนิธิมิตรภาพบำบัด ร่วมกล่าวต้อนรับผ

ในครั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ได้เยี่ยมชมบริการสุขภาพ อาทิ “โรงพยาบาลออนไลน์” ระบบดูแลผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวตลอด 24 ชั่วโมง “Motor-lance” รถมอเตอร์ไซค์ฉุกเฉิน” และ “คลินิกสุขใจ สูงวัย ประคับประคอง” รวมถึงเยี่ยมชมการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ณ ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพเวชศาสตร์เขตเมือง (UMSC)

นพ.ภูริทัต กล่าวว่า โรงพยาบาลราชพิพัฒน์มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกหลักด้านการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งธนบุรี โดยมุ่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่เข้าถึงง่ายและเท่าเทียม ปรับจากการรอรับผู้ป่วยมาเป็นการดูแลเชิงรุก แบ่งพื้นที่รับผิดชอบและการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้บริการสุขภาพเข้าถึงประชาชนในชุมชนเมืองอย่างทั่วถึง สอดคล้องกับนโยบายด้านสุขภาพของกรุงเทพมหานคร

ในฐานะโรงพยาบาลแม่ข่าย รับผิดชอบดูแลพื้นที่เขตบางแคและครอบคลุมโซนกรุงเทพเหนือฝั่งธนบุรี ได้แก่ ทวีวัฒนา หนองแขม ตลิ่งชัน ภาษีเจริญ และบางบอน พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายบริการสุขภาพระหว่างศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกปฐมภูมิ และหน่วยบริการในพื้นที่ ให้สามารถดูแลประชาชนด้วยมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงประสานความร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อยกระดับระบบบริการสุขภาพให้มีความครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของประชาชนและผู้สูงอายุในเมือง โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ได้ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการบริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน Motor-lance เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงผู้ป่วย การดูแลผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนเมือง รวมถึงการให้บริการแพทย์ทางไกลผ่านระบบโรงพยาบาลออนไลน์ LINE Official และแอปพลิเคชัน “หมอ กทม.” ควบคู่กับศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพเวชศาสตร์เขตเมือง เพื่อเสริมความเข้มแข็งของระบบดูแลสุขภาพในพื้นที่เมืองอย่างยั่งยืน

“ทางโรงพยาบาลราชพิพัฒน์มีความยินดีที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ศึกษาดูงานของผู้เข้าร่วมการประชุม PMAC 2026 นี้ นอกจากสะท้อนถึงศักยภาพของโรงพยาบาลที่ได้รับการยอมรับแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทางโรงพยาบาลฯ และผู้เข้าร่วมประชุมฯ จะได้แลกเปลี่ยนเพื่อนำไปขับเคลื่อนระบบสุขภาพต่อไป”  

ด้าน นพ.วีระพันธ์ กล่าวว่า “ราชพิพัฒน์โมเดล” ถือเป็นต้นแบบสำคัญในการยกระดับบริการสุขภาพเขตเมืองของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งด้านโครงสร้างเมืองและบริบททางสังคม โดยเฉพาะช่วงกลางวันที่ประชากรวัยทำงานออกไปทำงานนอกพื้นที่ เหลือผู้สูงอายุอยู่ในชุมชน การดูแลสุขภาพจึงต้องปรับเป็นเชิงรุก เน้นการเข้าถึงถึงชุมชน และขับเคลื่อนผ่านระบบการดูแลแบบบูรณาการภายใต้เครือข่ายหน่วยบริการที่เชื่อมโยงกัน

ทั้งนี้ “ราชพิพัฒน์โมเดล” เกิดขึ้นได้ด้วยการบูรณาการความร่วมมือหลายภาคส่วน ทั้งโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ศูนย์บริการสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร คลินิกชุมชน ร้านยา และหน่วยบริการภายใต้ระบบ สปสช. รวมถึงภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อเชื่อมโยงการดูแลอย่างต่อเนื่อง อาทิ การรับยาที่ร้านยาใกล้บ้าน การส่งต่อข้อมูลกลับสู่โรงพยาบาล และการใช้ฐานข้อมูลสุขภาพร่วมกัน ตลอดจนการสนับสนุนงบประมาณและการเชื่อมระบบภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้การดูแลสุขภาพและสังคมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล (Prince Mahidol Award) เกิดขึ้นจากพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นรางวัลด้านการแพทย์ที่มีคุณค่าของประเทศไทย โดยธีมหลักของปีนี้มุ่งเน้นการรับมือกับ “สังคมสูงวัย” (Aging Society) ซึ่งเป็นความท้าทายระดับโลก รวมถึงประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางสถานการณ์ประชากรลดลงและสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในวันนี้ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาประเทศที่จะได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนร่วมกัน”  รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว

ดร.มาโกโตะ โทเบะ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการเงินการคลังสุขภาพ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (สำนักงานใหญ่) / Makoto Tobe, Ph.D., M.P.H. Senior Advisor on Health Financing, Japan International Cooperation Agency (JICA  Headquarters) กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากคือ แนวคิดของประเทศไทยที่พยายามทำให้ทุกวินาทีของการรักษามีคุณค่าที่สุด ไม่ปล่อยให้ช่วงเวลาโกลเด้นพีเรียดของการช่วยชีวิตสูญเปล่า เพื่อให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดและฟื้นฟูได้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น การใช้รถมอเตอร์ไซค์พยาบาล หรือมีระบบฟื้นฟูและดูแลประคับประคองทันทีสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหรือประสบอุบัติเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถแบบเฉียบพลัน

“สิ่งที่อยากนำกลับไปคิดต่อในญี่ปุ่น คือเรื่องการใช้เทคโนโลยี แม้ญี่ปุ่นจะมีระบบดูแลผู้สูงอายุอยู่แล้ว แต่ยังมีความท้าทายเรื่องการใช้ข้อมูล โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยอยากเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้การเชื่อมระบบเป็นเรื่องยาก แต่สิ่งที่ได้เห็นจากโมเดลในวันนี้ การออกแบบระบบโดยยึดประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางอย่างชัดเจน ทำให้เห็นคุณค่าและผลลัพธ์ของการใช้เทคโนโลยี และนี่คือเหตุผลที่ทำให้หลายอย่างสามารถเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย”

แพทย์หญิงเมวิส ซากี แพทย์ประจำบ้าน สาขาสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข สาธารณรัฐกานา (Mavis Sakyi, MD, Resident in Public Health (Ministry of Health, Ghana)) หนึ่งผู้เข้าร่วมประชุม PMAC 2026 กล่าวว่า จากการเยี่ยมชมในครั้งนี้ รู้สึกประทับใจในการดูแลด้านสุขภาพของไทย ที่มองครบทุกมิติของชีวิต ไม่ได้ดูแลแค่ตอนป่วยเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการป้องกัน แถมยังทำให้คนเข้าถึงบริการได้ง่ายมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลารอคิวนานๆ ที่โรงพยาบาล โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และยังช่วยพัฒนาระบบการดูแลในภาวะสังคมผู้สูงอายุ ทุกอย่างมีการทำขั้นเป็นตอนและทำได้ดี และถือเป็นตัวอย่างที่ประเทศอื่น ๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้



แหล่งที่มา : https://www.hfocus.org/content/2026/01/36915

  • ข่าวต้นฉบับ

แชร์

Facebook
Twitter
Email
พิมพ์
ให้คะแนน

ข่าวล่าสุด