ตรวจสอบเช็กด่วน เด็กวัยเรียน-ผู้สูงอายุวัยเกษียณ โดนล็อกเป้า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรขู่ แซงขึ้นอันดับ 1 แฉกลอุบายหลอกโอนเงิน
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติความเสียหายจากการข่มขู่ทางโทรศัพท์แซงขึ้นอันดับ 1 ในรอบ 3 เดือน หลังสัปดาห์ที่ผ่านมาพบคนร้ายเล็งเป้าเหยื่อนักศึกษา-ผู้สูงวัย เน้นขู่กลัว อ้างพัวพันคดี ก่อนหลอกให้โอนเงินไปตรวจสอบจนหมดบัญชี
พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงภายใต้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 18 – 24 ม.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,181 คดี มูลค่าความเสียหาย 352,070,563 บาท (เฉลี่ยประมาณ 50.30ล้านบาทต่อวัน)
- คดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 11 – 17 ม.ค. 69 จำนวน 337 คดี
- มูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 29,463,392 บาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าแม้ว่าภาพรวมจำนวนคดีจะลดลงเกือบ 5% แต่มูลค่าความเสียหายกลับลดลงเพียงไม่ถึง 1% สะท้อนว่ามูลค่าความเสียหายหายเฉลี่ยต่อคดีในสัปดาห์นี้อาจจะสูงขึ้นกว่าสัปดาห์ที่แล้ว
หากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้งเข้ามา
จัดอันดับ
1. ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ มีจำนวนมากถึง 69.9% ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดอย่างชัดเจน
– แสดงให้เห็นว่าการซื้อของออนไลน์ยังคงเป็นช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้เข้าถึงเหยื่อได้ง่ายที่สุด โดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก กระจายตัวกว้าง แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง ขณะที่อันดับ
2. การหลอกให้โอนหารายได้พิเศษ ขยับขึ้นมาจากสัปดาห์ที่แล้ว
3. คือการหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล
หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ
อันดับ 1. กลายเป็น การข่มขู่ทางโทรศัพท์ บ่งชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีจำนวนคดีน้อยกว่าแต่กลับสร้างความเสียหายสูงที่สุด แสดงว่าเหยื่อแต่ละรายสูญเสียเงินเป็นจำนวนมากต่อครั้ง
อันดับ 2. การหลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ
อันดับ 3. การหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มีสัดส่วนมูลค่าความเสียหายที่ใกล้เคียงกันมาก
จากผลการช่วยเหลือผู้เสียหายของศูนย์ ACSC ในห้วงที่ผ่านมา พบว่านักเรียน , นักศึกษา มักถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดี ก่อนลวงให้แอดไลน์ปลอม
จากนั้นควบคุมการปฏิบััติของเด็กผ่านวิดีโอคอล ก่อนบังคับให้เด็กออกจากบ้านไปเปิดห้องเช่าอยู่คนเดียว พร้อมสร้างสคริปต์ให้เด็กโทรหลอกผู้ปกครองให้โอนเงินไปให้ ก่อนจบลงที่การให้เด็กเรียกค่าไถ่ทิพย์จากผู้ปกครอง แต่ละเคสสูญไปกว่่าหลักล้านบาท
เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่มีการโทรศัพท์หลอกผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่บ้านเพียงคนเดียวก่อนลวงให้โอนเงินไปตรวจสอบจนหมดบัญชี
ดังนั้น ศูนย์ ACSC ขอเน้นย้ำว่า เจ้าหน้าทุกหน่วย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ,DSI ,ปปง.ฯลฯ
- จะไม่โทรศัพท์หาผู้เสียหายเพื่อแจ้งว่าคุณมีความผิดหรือทำผิดกฎหมาย
- ไม่ให้แอดไลน์ไม่ว่าจะส่วนตัวหรือของหน่วยงาน เพื่อส่งเอกสารราชการ หมายจับ,หมายเรียก หรือหลักฐานทางการสืบสวน
- รวมถึงไม่วิดีโอคอลเพื่อสอบปากคำ หรือควบคุมตัว ที่สำคัญที่สุด จะไม่มีการบอกให้โอนเงินไปให้เพื่อตรวจสอบหรือแสดงความบริสุทธิ์ใจเด็ดขาด
หากเจอการกระทำตามข้างต้น นั่นคือ มิจฉาชีพแน่นอน ขอให้รีบวางสายห้ามคุย ห้ามแอดไลน์ และห้ามโอนเงินทุกกรณี แล้วขอให้รีบโทรแจ้งเรื่อง 1441 ทันที
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที
โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 10 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 30 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 5,197,416 บาท และสามารถจับกุมได้ 9 คดี
สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าสูง ได้แก่
เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางศรีเมือง เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย 53 ปี หลังตกเป็นเหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ในลักษณะชักชวนให้ร่วมลงทุนหุ้น โดยมิจฉาชีพใช้บัญชีไลน์ ติดต่อชักชวนให้ลงทุนเกี่ยวกับบริษัทเสริมความงาม และเชิญเข้ากลุ่มไลน์ที่มีสมาชิกประมาณ 30 คน
จากนั้นให้ผู้เสียหายสมัครบัญชีเพื่อลงทุนและแนะนำการลงทุนเพิ่มเติม โดยมีเงื่อนไขคือ ผู้เสียหายต้องโอนเงินเข้าไปก่อนจึงจะสามารถถอนเงินได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงิน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 968,543 บาท
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้คำแนะนำและประชาสัมพันธ์เตือนภัยอย่างเร่งด่วนว่า หากมีการติดต่อให้โอนเงินในลักษณะดังกล่าวอีก ขอให้หลีกเลี่ยงและห้ามโอนเด็ดขาด ซึ่งผู้เสียหายได้รับทราบและเข้าใจแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสงขลา เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย 68 ปี หลังพบว่ากำลังโอนเงินเข้าบัญชีม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งสืบสวนพร้อมติดต่อไปยังผู้เสียหายทันทีเพื่อหยุดการโอนเงิน จากการสอบถามพบว่าผู้เสียหายถูกหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย
โดยเริ่มจากพบโฆษณาบนเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการรับผลิตภัณฑ์ฟรี (อ้างชื่อ Amway) จึงกดเข้าไปเพื่อขอรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ก่อนจะถูกชักชวนให้แอดไลน์บัญชีฯ จากนั้นได้มีการชักชวนให้ผู้เสียหายลงทุนเกี่ยวกับหุ้น โดยดึงผู้เสียหายเข้าไปในกลุ่มไลน์ชื่อ “ศูนย์การเงิน” และให้โอนเงินลงทุนจำนวน 150 บาท
ซึ่งในช่วงแรกสามารถถอนเงินคืนพร้อมกำไรได้จริงจำนวนหลายครั้ง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและเพิ่มวงเงินลงทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการโอนผ่านบัญชีทรูมันนี่ พร้อมเพย์ และบัญชีธนาคาร ภายหลังคนร้ายอ้างว่าการลงทุนมีกำไรสูงถึง 470,000 บาท แต่ไม่สามารถถอนเงินได้
โดยอ้างว่าผู้เสียหายพิมพ์ข้อความผิดในกลุ่มไลน์ และหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มเพื่อ “แก้ไขระบบ” ตามยอดกำไรดังกล่าว แต่เมื่อโอนเงินครบก็ไม่สามารถถอนเงินได้ แจ้งว่าผิดพลาดต้องโอนเงินใหม่ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้ง
ก่อนจะไม่สามารถถอนเงินออกมาได้อีก รวมจำนวนโอนเงินทั้งสิ้น 8 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหาย 727,080 บาท
เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธาราม เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 52 ปี หลังพบว่ามีลักษณะการโอนเงินผิดปกติ
จากการสอบถามเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียหายถูกเพื่อนชักชวนให้ร่วมลงทุนธุรกิจนำเข้า-ส่งออก สินค้าไปต่างประเทศ โดยในช่วงแรกได้โอนเงินลงทุน 100,000 บาท และได้รับผลตอบแทนกลับมาจริง 15,000 บาท ทำให้ผู้เสียหายเกิดความเชื่อใจ ก่อนจะโอนเงินไปลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 23 ม.ค. 69 เวลาประมาณ 15.00 น. แอปพลิเคชันธนาคารของผู้เสียหายไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากธนาคารตรวจพบธุรกรรมผิดปกติจึงทำการอายัดบัญชีไว้
โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารได้ติดต่อมายังผู้เสียหาย พร้อมแจ้งเตือนว่ากำลังถูกหลอกให้ลงทุนดังกล่าว ผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าถูกมิจฉาชีพหลอกลวง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 680,000 บาท
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีพร้อมให้คำแนะนำในการรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ศูนย์ ACSC ขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการหลอกลวงในรูปแบบชักชวนลงทุน-หุ้นปลอม ซึ่งมิจฉาชีพมักใช้วิธีติดต่อผ่านโซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันไลน์ อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง ชักชวนเข้ากลุ่มลงทุน และหลอกให้โอนเงินก่อนโดยอ้างว่าเป็นเงื่อนไขการถอนหรือแก้ไขระบบ
หากพบการชักชวนในลักษณะดังกล่าวขอให้หยุดโอนเงินทันที อย่าหลงเชื่อการลงทุนที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน และก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ขอให้ตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนเสมอเพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
แหล่งที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1218263


